Home › เปรียบเทียบ
เปรียบเทียบสำนักงานบัญชี
เลือกสำนักงานบัญชีจากทั่วประเทศไทย 2-4 แห่ง เพื่อเปรียบเทียบบริการ ภาษา ใบรับรอง ราคา และรีวิวจาก Google
เลือกแล้ว (1/4)
เพิ่มอีกอย่างน้อย 1 สำนักงานเพื่อเริ่มเปรียบเทียบ
เลือก 1 จาก 4 สำนักงานแล้ว
วิธีเลือกสำนักงานบัญชี
เกณฑ์ที่ผู้ประกอบการมืออาชีพใช้ในการกรองและเลือกสำนักงานบัญชี ก่อนจะเซ็นสัญญารายปี
1. ตรวจสอบ DBD ก่อน
ตรวจว่าสำนักงานยังจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและไม่ถูกเลิกกิจการ ดูได้ฟรีที่ datawarehouse.dbd.go.th โดยใส่เลขทะเบียน 13 หลัก ถ้าไม่เจอแสดงว่าไม่ใช่นิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าหากมีสถานะเป็นร้าง หรือไม่ได้ส่งงบปีล่าสุด ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามีความเสี่ยง
2. ตรวจใบอนุญาต CPA หรือ TA
สำหรับงานตรวจสอบบัญชี ต้องใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต CPA เท่านั้น ตรวจชื่อและเลขใบอนุญาตได้ที่ eservice.tfac.or.th/check_cpa สำหรับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่รายได้ไม่เยอะมาก ผู้สอบบัญชีภาษีอากร TA ก็สามารถใช้ได้ ระวังคนที่อ้างชื่อ CPA แต่ไม่ยอมส่งเลขใบอนุญาตให้เช็ค
3. เปรียบเทียบราคา
ค่าทำบัญชีรายเดือนปกติเริ่มต้นที่ 1,500-3,000 บาทสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แต่อาจสูงเกิน 15,000 บาทสำหรับ SME ขนาดกลาง ราคาต่ำกว่า 1,000 บาทต่อเดือนอาจหมายถึงทำได้แค่ส่งงบโดยไม่ตรวจสอบรายการ ระวังค่าทำบัญชีถูกเกินจริงเพราะมักจะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงตามมา หรืออาจจะมีวัตถุประสงค์ในการโกงตั้งแต่แรก
4. อ่านรีวิว Google
ดูทั้งคะแนนและจำนวนรีวิว สำนักงานบัญชีที่มี 5 ดาวจาก 1 รีวิวไม่น่าเชื่อถือเท่า 4.5 ดาวจาก 50 รีวิว อ่านรีวิวจริงดูว่ามีรายละเอียดของบริการที่ใช้หรือไม่ รีวิวสั้นๆ ที่ลงในวันใกล้เคียงกันอาจเป็นรีวิวปลอม
5. ประสบการณ์ในธุรกิจ
สำนักงานบัญชีที่เคยดูแลธุรกิจประเภทเดียวกับคุณ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม e-Commerce หรือโรงงานอุตสาหกรรม จะเข้าใจภาษีและรายการเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้นได้ดีกว่า ลดความเสี่ยงการบันทึกบัญชีผิดและลดเวลาที่ต้องใช้สอนตั้งแต่ต้น
6. ภาษา และเครื่องมือทำงาน
ถ้าผู้ถือหุ้นหรือผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติ การมีทีมงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น หรือจีนได้สำคัญมาก สำหรับธุรกิจที่ต้องการความเร็ว สำนักงานบัญชีที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เช่น FlowAccount, PEAK, Express และสื่อสารผ่าน LINE จะคล่องตัวกว่าสำนักงานที่ยังใช้กระดาษเป็นหลัก
7. ระยะทางและการส่งเอกสาร
ถ้าธุรกิจคุณมีเอกสารกระดาษเยอะ การเลือกสำนักงานบัญชีในพื้นที่เดียวกันจะสะดวกกว่า แต่ถ้าทุกอย่างเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้ว สำนักงานต่างจังหวัดที่มีบริการคุณภาพดีและราคาเหมาะสมก็ใช้ได้
8. ความรับผิดและประกันความเสียหาย
สำนักงานบัญชีที่มืออาชีพจริงจะมีประกันความรับผิดทางวิชาชีพเผื่อเกิดความผิดพลาดในการทำงาน เช่น ยื่นภาษีผิด ส่งงบล่าช้า ถามก่อนเซ็นสัญญาว่ามีประกันแบบนี้หรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
อะไรคือสิ่งที่ควรดูตอนเลือกสำนักงานบัญชี▾
เริ่มจากใบอนุญาต CPA หรือ TA ที่ตรวจสอบกับสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) แล้ว ตามด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจของคุณ ภาษาที่ใช้สื่อสารได้ ราคาที่โปร่งใส และจำนวนรีวิวจาก Google ที่บ่งบอกถึงประสบการณ์จริงของลูกค้า
เปรียบเทียบสำนักงานบัญชีต่างจังหวัดได้ไหม▾
ได้ครับ ปัจจุบันงานบัญชีและภาษีส่วนใหญ่ส่งเอกสารผ่านระบบคลาวด์หรือ e-Tax ได้ ทำให้ระยะทางไม่ใช่อุปสรรคหลัก เลือกสำนักงานที่เชี่ยวชาญในธุรกิจของคุณก่อน แล้วค่อยพิจารณาความสะดวกในการติดต่อ
ใช้หน้านี้เปรียบเทียบกี่สำนักงานได้▾
เลือกได้สูงสุด 4 สำนักงานในการเปรียบเทียบครั้งเดียว เพื่อให้อ่านง่ายทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ สามารถบันทึกสำนักงานที่สนใจไว้ก่อน แล้วเปรียบเทียบรายการที่บันทึกได้ทีละชุด
ราคาเปรียบเทียบของแต่ละสำนักงานบนหน้านี้คืออะไร▾
ป้ายราคาบนหน้านี้แสดงเป็นช่วง ($$ ถึง $$$$) ตามตำแหน่งของสำนักงานในตลาด สำนักงานทั่วไปและ Pro อยู่ในช่วง $$ สำหรับ SME, Premium อยู่ที่ $$$ สำหรับธุรกิจขนาดกลาง, Ultra อยู่ที่ $$$$ สำหรับองค์กรใหญ่ ราคาจริงต้องสอบถามจากแต่ละสำนักงานโดยตรง
ข้อสังเกตของสำนักงานบัญชีที่ควรหลีกเลี่ยง▾
หลีกเลี่ยงสำนักงานที่ไม่ยอมแจ้งเลขผู้ทำบัญชีหรือเลข CPA, ไม่มีนิติบุคคลจริง (เช็คใน datawarehouse.dbd.go.th ไม่เจอ), ตั้งราคาต่ำผิดปกติ (ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อเดือน), ไม่มีที่อยู่สำนักงานชัดเจนหรือรับเงินผ่านบัญชีส่วนตัว, ไม่ยอมเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร, หรือไม่มีผลงานและรีวิวจริงให้ตรวจสอบได้ การจ้างคนที่ไม่ขึ้นทะเบียนผู้ทำบัญชีกับ DBD ทำให้คุณอาจโดนปรับเองหากเขาทำผิด
ควรเปลี่ยนสำนักงานบัญชีตอนไหน▾
สัญญาณที่บอกว่าควรเปลี่ยน ได้แก่ ส่งงบล่าช้าหรือยื่นภาษีไม่ตรงเวลาบ่อยๆ จนโดนปรับ, ตอบกลับช้าเกินไป (เกิน 2-3 วันทำการ) ทำให้ตัดสินใจธุรกิจไม่ได้, ไม่ยอมอธิบายตัวเลขในงบ, แนะนำให้ทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เช่น ปลอมเอกสารหรือซ่อนรายได้, ขึ้นราคาโดยไม่บอกล่วงหน้า, หรือธุรกิจคุณโตจนเกินขีดความสามารถของสำนักงาน เช่น เริ่มมีลูกค้าต่างประเทศแต่สำนักงานทำได้แค่ภาษาไทย
เปลี่ยนสำนักงานบัญชีกลางปีได้ไหม ทำยังไง▾
ทำได้ ไม่ต้องรอสิ้นปี ขั้นตอน 1) แจ้งสำนักงานเดิมเป็นลายลักษณ์อักษรและขอเอกสารบัญชีย้อนหลัง (สมุดรายวัน, แยกประเภท, ใบกำกับภาษี, รายงานภาษี ภพ.30 ภงด.1, งบทดลอง) 2) ทำเอกสารส่งมอบและให้สำนักงานเดิมเซ็นรับว่าได้รับเอกสารครบ 3) ติดต่อ DBD เพื่อแจ้งเปลี่ยนผู้ทำบัญชีในระบบ e-Accountant 4) สำนักงานใหม่จะตรวจงานเดิม 1-2 เดือนก่อนรับช่วงต่อ ค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มคือค่าตรวจสอบงานเก่าและค่าจัดทำเอกสารส่งมอบ
ค่าใช้จ่ายซ่อนเร้นที่ต้องระวัง▾
นอกจากค่าทำบัญชีรายเดือนแล้ว ค่าใช้จ่ายที่มักโผล่มาทีหลังได้แก่ ค่าปิดงบสิ้นปี (5,000-30,000 บาท), ค่าสอบบัญชีโดย CPA (10,000-100,000 บาท ขึ้นกับขนาดธุรกิจ), ค่าจดเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น เพิ่มทุน เปลี่ยนกรรมการ ย้ายที่อยู่ (1,000-5,000 บาทต่อครั้ง), ค่ายื่นภาษีปลายปี (ภงด.50, ภงด.51), ค่าที่ปรึกษาเฉพาะด้านเพิ่มเติม ก่อนเซ็นสัญญาให้ขอใบเสนอราคารวมทุกรายการตลอดปี และถามว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ยังไม่รวม
ต้องทำสัญญากับสำนักงานบัญชีไหม▾
ส่วนใหญ่เซ็นสัญญารายปี (12 เดือน) เพราะการทำบัญชีต้องต่อเนื่องเพื่อความครบถ้วน บางสำนักงานยอมให้ทำสัญญารายเดือนหรือไตรมาสได้แต่ราคามักจะสูงกว่า ในสัญญาควรระบุชัดเจนว่ารวมบริการอะไรบ้าง ราคาเท่าไหร่ ระยะเวลาส่งงาน ค่าปรับกรณียกเลิกก่อนกำหนด และเงื่อนไขการคืนเอกสารหากเลิกใช้บริการ
สำนักงานบัญชีหาย เทงาน ตรวจอย่างไร▾
ก่อนเลือกให้ตรวจ 4 ข้อ 1) มีนิติบุคคลจริงไหม โดยเช็คใน datawarehouse.dbd.go.th 2) ที่อยู่สำนักงานมีอยู่จริงและเปิดทำการ ลองไปดูสถานที่จริงหรือใช้ Google Street View 3) มีพนักงานจริงหรือเพจเฟซบุ๊กหรือไลน์เปิดมาเงียบๆ ดูประวัติการโพสต์และความถี่การอัปเดต 4) มีรีวิวจริงและกระจายตามช่วงเวลาหรือไม่ ระวังรีวิวที่ลงพร้อมกันหลายอัน หากเป็นไปได้ ขอติดต่อลูกค้าปัจจุบัน 1-2 รายเพื่อสอบถามประสบการณ์ตรง